แมลงที่เป็นศัตรูพืช

1. เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
 เป็นแมลงจำพวกปากดูด อยู่ในอันดับ Homoptera วงค์ Delphacidae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nilaparvata lugens (Stal) ตัวเต็มวัยมีลำตัวสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลปนดำ มีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form) และชนิดปีกสั้น (bracrypterous form) ชนิดมีปีกยาวสามารถเคลื่อนย้ายและอพยพไปในระยะทางใกล้และไกล โดยอาศัยกระแสลมช่วย ตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่ม ส่วนใหญ่วางไข่ที่กาบใบข้าว หรือเส้นกลางใบ โดยวางไข่เป็นกลุ่ม เรียงแถวตามแนวตั้งฉากกับกาบใบข้าว บริเวณที่วางไข่จะมีรอยช้ำเป็นสีน้ำตาล ไข่มีลักษณะรูปกระสวยโค้งคล้ายกล้วยหอม มีสีขาวขุ่น ตัวอ่อนมี 5 ระยะ ระยะตัวอ่อน 16-17 วัน ตัวเต็มวัยเพศเมียชนิดปีกยาวมีขนาด 4-4.5 มิลลิเมตร วางไข่ประมาณ 100 ฟอง เพศผู้มีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร เพศเมียชนิดปีกสั้นวางไข่ประมาณ 300 ฟอง ตัวเต็มวัยมีชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์ ในหนึ่งฤดูปลูกข้าวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มปริมาณได้ 2-3 อายุขัย (generation)
ลักษณะการทำลาย
                เพลี้ย กระโดดสีน้ำตาลทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจาก เซลส์ท่อน้ำท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวก แห้งตายเป็นหย่อมๆเรียก “ อาการไหม้ ( hopperburn )” โดยทั่วไปพบอาการไหม้ในระยะข้าวแตกกอถึงระยะออกรวง ซึ่งตรงกับช่วงอายุขัยที่ 2-3 ( generation )                      ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว นาข้าวที่ขาดน้ำตัวอ่อนจะลงมาอยู่ที่บริเวณโคนกอข้าวหรือบนพื้นดินที่แฉะมี ความชื้น นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคใบหงิก ( rice ragged stunt ) มาสู่ต้นข้าวทำให้ต้นข้าวมีอาการแคระแกร็น ต้นเตี้ย ใบสีเขียว แคบและสั้น ใบแก่ช้ากว่าปรกติ ปลายใบบิด เป็นเกลียว และ ขอบใบแหว่งวิ่น
สารเคมีที่ใช้ควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
    * คาร์แทป+ไอโซโพรคาร์บ 5 กิโลกรัม/ไร่
    * อิมิดาโคลพริด 15-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
    * บูโพรเฟซิน+ไอโซโปร์คาร์บ 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    * ไอโซโปร์คาร์ 60กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    * บูโพรเฟซิน 20-30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    * อีทิโพรล 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

2.เพลี้ยไฟ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Stenchaetohrips biformis (Bagnall)
วงศ์ Thripidae
อันดับ Thysanoptera
ชื่อสามัญอื่น –
                เพลี้ยไฟเป็นแมลงจำพวกปากดูด ขนาดเล็กลำตัวยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร มีทั้งชนิดมีปีกและไม่มีปีก ตัวเต็มวัยมีสีดำ ตัวอ่อนสีเหลืองอ่อน ตัวเต็มวัยวางไข่ในเนื้อเยื่อของใบข้าว ตัวอ่อน มี 2 ระยะ ระยะเวลาตั้งแต่
                ตัวอ่อนถึงตัวเต็มวัยนานประมาณ 15 วัน
                ลักษณะการทำลายและการระบาด
เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะทำลายข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยง จากใบข้าวที่ยังอ่อนโดยอาศัยอยู่ตามซอกใบ ระบาดในระยะกล้า เมื่อใบข้าวโตขึ้นใบที่ถูกทำลายปลายใบจะเหี่่ยวขอบใบจะม้วนเข้าหากลางใบและ อาศัยอยู่ในใบที่ม้วนนั้น พบทำลายข้าวในระยะกล้าหรือหลังปักดำ 2-3 สัปดาห์ โดยเฉพาะในอากาศร้อนแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกันหรือสภาพนาข้าวที่ ขาดน้ำ ถ้าระบาดมากๆทำให้ต้นข้าวแห้งตายได้ทั้งแปลง

สารเคมีที่ใช้ควบคุมเพลี้ยไฟ
    * มาลาไทออน 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
    * คาร์บาริล 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
3.เพลี้ยอ่อน Cotton aphid.
แมลงชนิดนี้พบได้ทั่วโลก พืชอาศัยที่ชอบอยู่ในตระกูลมะเขือ แตง และอื่นๆ รวมถึงผลไม้และดอกไม้
                อาการที่เกิดจากการทำลาย
ส่วนใหญ่ชอบลำต้นพืช ใบพืช และดอกไม้ที่ยังอ่อนๆ มีปากลักษณะเจาะดูด หลังจากพืชถูกทำลายจะแสดงอาการเx่ยวเฉาและอาจถึงตาย มูลของแมลงชนิดนี้มีน้ำหวานทำให้พืชผักปนเปื้อนด้วยเชื้อโรค
                วิธีป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อน
ควรป้องกันไม่ให้แมลงชนิดนี้เข้ามาในแปลงปลูก โดยวิธีการใช้พลาสติกสีเงินคลุมแปลงเพาะปลูก ควรมีการปลูกข้าวโพดสลับกับพืชชนิดอื่น เนื่องจากข้าวโพดไม่ใช่พืชอาศัยของแมลงชนิดนี้

4.เพลี้ยแป้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pseudococcus sp. 
                รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ
เพลี้ยแป้งตัว เต็มวัยตัวเมียมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 3 มม. สีเหลืองอ่อน ลักษณะอ้วนสั้นมีผงสีขาวปกคลุมลำตัว วางไข่เป็นกลุ่ม ๆ ละ 100-200 ฟองบนผล กิ่ง และใบ ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ 600-800 ฟอง ในเวลา 14 วัน ไข่จะฟักอยู่ในถุงใต้ท้องตัวเมียประมาณ 6 – 10 วัน จึงจะออกเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ มีสีเหลืองและไม่มีผงสีขาว จะคลานออกจากกลุ่มไข่หาที่เหมาะสมที่จะกินอยู่ ตัวเมียจะมีการลอกคราบจำนวน 3 ครั้ง ด้วยกันและไม่มีปีก ส่วนตัวผู้จะลอกคราบ 4 ครั้ง มีปีกและมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ตัวเมียจะวางไข่ภายหลังจากการลอกคราบครั้งที่ 3 ภายในเวลา 1 ปี เพลี้ยแป้งสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 – 3 รุ่น ในระยะที่ไม่มีพืชอาหารหลัก เพลี้ยแป้งจะอาศัยอยู่ใต้ดินตามรากพืช เช่น รากหญ้าแห้วหมู โดยมีมดซึ่งอาศัยกินสิ่งขับถ่ายของเพลี้ยแป้งเป็นพาหะนำไป
 
                ลักษณะการทำลาย
เพลี้ยแป้งดูดกินน้ำเลี้ยงจากบริเวณกิ่ง ใบ ช่อดอก ผลอ่อน ผลแก่ มีมดเป็นพาหะ ช่วยพาไปตามส่วนต่าง ๆ ของพืช ส่วนของพืชที่ถูกทำลายจะแคระแกรนและเกิดราสีดำ โดยเฉพาะผลที่มีเพลี้ยแป้งทำลายอยู่มักจะเป็นที่รังเกียจของผู้บริโภค แม้ว่าจะไม่ทำให้เนื้อทุเรียนเสียหายก็ตาม
                การป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้ง
1. ติดตามสถานการณ์เพลี้ยแป้งและศัตรูธรรมชาติโดย สำรวจ 10% ของต้นทั้งหมด 7 วัน/ครั้ง ในช่วงมีนาคม – พฤษภาคม ตรวจนับ 5 ผล/ต้น ทั้งเพลี้ยแป้งและศัตรูธรรมชาติ
2. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติไว้ควบคุมเพลี้ยแป้งตามธรรมชาติ :
3.ตัดผลที่ไม่สมบูรณ์และถูกเพลี้ยแป้งทำลายไปเผาทำลาย ก่อนการตัดแต่งผลครั้งที่ 3
4.ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเพลี้ยแป้งในบริเวณสวนทุเรียน เช่น น้อยหน่า พู่ระหง กาแฟ ไผ่
5. ฉีดพ่นน้ำให้เพลี้ยแป้งหลุดร่วงออกจากผล
6. ใช้สารเคมี- ใช้ผ้าชุบสารฆ่าแมลงพันไว้ที่กิ่งหรือโคนต้น
                       – โรยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% WP รอบ ๆ โคนต้นเพื่อป้องกันมดนำเพลี้ยเข้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของต้น

5.หนอนกระทู้ผัก (Common cutworm)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Spodoptera litura
วงศ์ Noctuidae อันดับ Lepidoptera
                รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ
ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ลำตัวยาว 1.5 ซม. วางไข่เป็นกลุ่ม ๆ ตัวหนึ่ง วางไข่ได้ 200 – 340 ฟอง ระยะไข่ 3 – 7 วัน ระยะหนอน 14 – 21 วัน หนอนโตเต็มที่ยาวประมาณ 3.5 -4.0 ซม. ดักแด้ 7 – 12 วัน
                ลักษณะการทำลาย
หนอนเมื่อฟักออกจากไข่ใหม่ๆ จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แทะกินผิวใบพืชด้านล่าง เหลือไว้แต่ผิวใบด้านบน เมื่อผิวใบแห้งจะเกิดเป็นสีขาวๆ สังเกตได้ง่ายมากเมื่อหนอนอยู่ในวัยที่ 2-3 แล้วจะแยกกลุ่มกันออกมากัดกินใบพืช

                การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ผัก
1. หมั่นตรวจดูแปลง ถ้าพบลักษณะการทำลายของหนอนที่ยังรวมกันเป็นกลุ่มก็เก็บทำลาย
2. เมื่อพบว่าใบถูกทำลาย 50% ในระยะออกดอกติดเมล็ด ใช้สารเคมี ไตรอะโซ-ฟอส หรือเมธามิโดฟอส หรือเอ็นโดซัลแฟน

6.ตั๊กแตนปาทังก้า
(Patanga succincta (Linnaeus)
                ลักษณะการทำลาย
พบระบาดในช่วงก่อนระยะฟักตัว (สิงหาคม-ตุลาคม) ช่วงระยะตัวอ่อน (มิถุนายน-กรกฎาคม) และช่วงก่อนผสมพันธุ์-วางไข่ (กุมภาพันธ์-เมษายน)
                สำหรับพืชชนิดต่าง ๆ ที่ถูกทำลายมีหลายชนิด เช่น
         — ข้าวโพด ถูกกัดกินใบและฝัก (ทุกระยะการเจริญเติบโต)
         — ถั่วเหลือง กัดกินลำต้น (ช่วงเริ่มงอกทำให้เสียหาย 100%) ระหว่างเดือน สิงหาคม-ตุลาคม
         — ข้าว กข. ระยะแตกกอ (สิงหาคม-ตุลาคม)
         — ไม้ผล ใบกล้วย มะพร้าว มะม่วง ไผ่ (กุมภาพันธ์-เมษายน)
                การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนปาทังก้า มีวิธีการป้องกันและกำจัดตั๊กแตนตาม วงจรชีวิตและระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพด ดังนี้
                1. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยวิธีเขตกรรม ได้แก่ เผา ถางไถ กำหนดช่วงระยะการปลูกข้าวโพด
                 2. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยวิธีกลและฟิสิกส์ ได้แก่ การจับตั๊กแตน นำไปบริโภคและจำหน่าย โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น ตะเกียงล่อ ไฟคาดศีรษะ หลอดไฟฟลูออเรสเซ็นท์ แสงสีม่วง-ดำและน้ำเงิน (Black-blue light) และการขุดไข่ทำลาย
                3. การป้องกันและกำจัดโดยชีวินทรีย์ ได้แก่ การใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อโรคที่มีอยู่ในสภาพธรรมชาติ เป็นตัวควบคุมระดับประชากรของตั๊กแตน
                4. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยใช้พืชสมุนไพร จากธรรมชาติได้แก่ สะเดา
                5. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยใช้สารเคมี ได้แก่ เฟนิโตรไธออน 50% E.C. เฟนิโตรไธออน 83% U.L.V. เซฟวิน 85% ฟ็อกซิม 80% U.L.V. การใช้เหยื่อพิษ การใช้กระดาษพิษ
                6. การป้องกันและกำจัดตั๊กแตนโดยวิธีผสมผสาน เป็นการนำเอาวิธีการป้องกัน และกำจัดตั๊กแตนหลาย ๆ วิธีมาใช้ร่วมกัน ตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและเหมาะสมในแต่ละท้องที่ เช่น การใช้วิธีกล (โดยการจับตั๊กแตน) ร่วมกับการใช้ศัตรูธรรมชาติ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s